ฟิสิกส์ของหลุมดำ  
(Black Hole Physics..sorry..in Thai only!)

โดย .. By

ณฤทธิ์ ปิฎกรัชต์  Narit Pidokrajt
(Click for homepage)


  
*** ท่านสามารถอ่านตำราสัมพัทธภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดภาษาไทยได้ที่ ***
www.physto.se/~narit/gravity.pdf 
(อยู่ระหว่างการจัดทำและเป็นไฟล์ PDF)

สำหรับผู้ที่ได้ติดตามเรื่องราวของวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ คงจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหลุมดำ อยู่ไม่มากก็น้อย  นักฟิสิกส์ได้ศึกษาเรื่องราวของหลุมดำอย่างจริง ๆ จัง ๆ มานานเกือบ 100 ปีแล้ว (จริง ๆ แล้ว ลาปลาซ (Laplace) ชาวฝรั่งเศส เป็นคนแรกที่เสนอแนวความคิดเรื่องการที่มีดวงดาวที่มีแรงดึงดูดสูงมาก แม้กระทั่งแสงก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้เป็นคนแรก แต่คำว่าหลุมดำ นั้นเพิ่งจะมีใช้กันไม่เกิน 40 ปีที่ผ่านมา) นับจากที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้สร้างสมการที่มีชื่อว่า สมการสนามไอน์สไตน์ (Einstein field equation) ในปี 1915 ซึ่งเป็นสมการที่เขียนในรูปของเทนเซอร์ (tensor) ซึ่งเป็นสมการที่ยากที่จะแก้ ซึ่งแม้แต่ตัวของไอน์สไตน์ตอนนั้นก็ไม่คิดว่า จะมีใครที่หาคำตอบได้ แต่ 1 ปีหลังจากนั้น คาร์ล ชวาซชิลด์ (Karl Schwarzschild) ก็สามารถที่จะแก้สมการนี้ได้ โดยเป็นสมการสำหรับวัตถุที่มีสมมาตรเชิงทรงกลมที่อยู่นิ่ง (ในที่นี้หมายถึงไม่มีการหมุน)

โดยผลลัพธ์ที่เขาหาได้เรียกว่า ผลลัพธ์ของชวาซชิลด์ (Schwarzschild solution) สำหรับมวลใด ๆ และผลลัพธ์ของชวาซชิลด์สำหรับมวลใด ๆ ที่อยู่นิ่ง และไม่มีประจุ คือ หลุมดำนั่นเอง สิ่งที่เป็นตัวชี้ว่ามีหลุมดำอยู่คือ การมี singularity อยู่ในผลลัพธ์ของชวาซชิลด์ singularity หมายถึงที่ที่เป็นอนันต์และ กฏแห่งฟิสิกส์ไม่สามารถใช้อิบายปรากฏการณ์ใด ๆ ได้อย่างถูกต้อง เชื่อกันว่า singularity คือจุดศูนย์กลางของหลุมดำ  ดังนั้นจะกล่าวว่าหลุมดำเป็นผลลัพธ์ของสมการสนามไอน์ไตน์ก็ย่อมได้ เมื่อพิจารณาสมการสนามของไอน์สไตน์ จะพบว่ามีผลลัพธ์หลาย ๆ ผลลัพธ์ที่แสดงถึงหลุมดำ หลุมดำที่เกิดจากผลลัพธ์ของชวาซชิลด์ ถือเป็นหลุมดำที่ง่ายที่สุดด้วยเหตุที่ว่ามันไม่มีประจุและไม่มีการหมุน (ซึ่งเกี่ยวข้องกับโมเมนตัมเชิงมุม) ถ้าเราแบ่งชนิดของหลุมดำจากตัวแปรที่นักฟิสิกส์ ใช้ในการอธิบายหลุมดำ  ซึ่งก็คือ มวล (M) ประจุ (Q) และ โมเมนตัมเชิงมุม (L) จะมีีหลุมดำอยู่ 4 ชนิดและแต่และหลุมดำจะมีชื่อเรียกตามผู้ที่ค้นพบ อนึ่งการที่หลุมดำสามารถบ่งบอกลักษณะ (characterize) ได้ด้วยตัวแปรเพียง 3 ตัวเป็นเรื่องที่ถือว่าน่าทึ่งมาก ซึ่งถูกค้นพบโดยนักฟิสิกส์ชาวอเมริกันที่ชื่อว่า จอห์น วีลเลอร์ (John Wheeler) ในทศวรรษที่ 1960   โดยที่ Wheeler ได้ขนามนามการค้นพบของเขาว่า หลุมดำไม่มีผม (หัวล้านนั่นเอง) หรือ A black hole has no hair เพราะด้วยสาเหตุที่ว่าหลุมดำดูเหมือนกันไปหมด เพราะมวล (M) ประจุ (Q) และ โมเมนตัมเชิงมุม (L) ไม่สามารถจะทำให้่เราแยกหลุมดำหนึ่งจากอีกอันหนึ่งได้ง่าย ๆ ก็เหมือนกับการที่มองเห็นคน (ไม่มีผม) หัวล้านจากระยะไกล ๆ ที่เราไม่สามารถแยกแยะได้ง่าย ๆ (คือมองเฉพาะที่ศีรษะเท่านั้น)

Diagram ที่นักฟิสิกส์หลุมดำใช้ในการอธิบายการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วง

การเกิดหลุมดำในเอกภพโดยทั่วไปก็คือการเกิดการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วง (gravitational collapse) ของดวงดาว (ดาวฤกษ์) เพราะว่าดวงดาวที่มีอยู่ในเอกภพจะอยู่ในสภาพที่มีสมดุลระหว่างแรง 2 ชนิดที่มีอยู่ในตัวมันเองก็คือ แรงผลักออกจากการที่มีปฏิกิริยานิวเคลียร์ (nuclear reaction) ที่อยู่ในใจกลางของดวงดาว และแรงดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางที่เกิดจากขนาดของมวล (gravitatational pull) ซึ่งเมื่อดวงดาวได้เผาผลาญพลังงานนิวเคลียร์ภายในของมันจนหมด แรงผลักออกก็ไม่สามารถที่จะต้านแรงดึงเข้าสู่จุดศูนย์กลางได้ ก็จึงทำให้เกิดการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงนั่นเอง  ดวงอาทิตย์ของเราในระบบสุริยะก็สามารถยุบตัวเป็นหลุมดำได้ แต่ยังเป็นเวลาอีกนานมากเพราะมัรจะต้องผ่านการวิวัฒนาการอีกหลายขั้นตอน โดยปกติการยุบตัวของดวงดาวจะมีความสมมาตรเชิงทรงกลม (spherical symmetry) เพราะเป็นการยุบเข้าสู่ใจกลางโดยตรง  ซึ่งก็จะเกิดเป็นหลุมดำชนิดที่ง่ายที่สุดที่เรียกว่า หลุมดำชว๊าซชิลด์ (Schwarzschild black holes) ถ้าการยุบตัวของหลุมดำมีประจุติดไปด้วยและยังมีความสมมาตรเชิงทรงกลม เราจะได้หลุมดำที่เรียกว่า หลุมดำไรส์เนอร์-นอร์ดสเตริม (Reissner-Nordström black holes) และถ้าในระหว่างการยุบตัวมีการหมุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นหลุมดำเคอร์ (Kerr black hole) และถ้าการยุบตัวแบบนี้มีประจุรวมอยู่ด้วยเราจะเรียกมันว่าหลุมดำเคอร์-นิวแมน (Kerr-Newman black hole)   สำหรับการยุบตัวที่ไม่มีสมมาตรเชิงทรงกลม (non-spherical symmetry) จะเกิดการแผ่คลื่นแรงโน้มถ่วง (gravitational waves) ซึ่งยังเป็นสิ่งที่นักฟิสิืกส์กำลังเสาะหาอยู่และ ถือว่าเป็นการพิสูจน์ผลการทำนายของทฤษฎีสัมพัทธภาพด้วย หลังจากที่ได้มีการทดสอบแล้วในหลาย ๆ กรณีอย่างเช่น การเบี่ยงเบนของแสงเมื่อตกอยู่ในอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง การยืดหดของเวลา ฯลฯ

ชื่อของหลุมดำ

ประจุ (Q)

โมเมนตัมเชิงมุม (L)

หลุมดำชว๊าซชิลด์ (Schwarzschild black hole)

ไม่มี

ไม่มี

หลุมดำเคอร์ (Kerr black hole)

ไม่มี

มี

หลุมดำไรส์เนอร์-นอร์ดสเตริม (Reissner-Nordström black hole)

มี

ไม่มี

หลุมดำเคอร์-นิวแมน (Kerr-Newman black hole)

มี

มี

 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับหลุมดำทั้ง 4 นี้คือ ทุกหลุมดำเกิดจากผลลัพธ์ที่แน่นอน  (Exact solutions ) และเป็นผลลัพธ์แบบวิเคราะห์ (Analytic solutions)  อย่างไรก็ตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นชนิดของหลุมดำในทางทฤษฎี ในทางการสังเกตุการณ์เราจะพูดถึงหลุมดำใน 3 รูปแบบ นั่นคือ หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) หลุมดำที่เกิดจากวิวัฒนาการของดวงดาว (Stellar black holes) และหลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive black holes)   สำหรับในธรรมชาติแล้ว เราจะัพบหลุมดำแบบ Schwarzschild และแบบ Kerr เป็นหลัก เนื่องจากว่าประจุที่เหลืออยู่หลังจากการยุบตัวจะ discharge  อย่างรวดเร็วมาก ๆ  นอกจากนี้หลุมก็มีโอกาสที่จะชนกันได้ โดยจะเป็นไปตามกฎการรวมตัวของหลุมดำ (black hole coalescense) ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลัง 

หลุมดำ BTZ --- หลุมดำใน 3 มิติเพื่อการศึกษาทางทฤษฎี 

ในปี 1992 นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวชิลี 3 คน คือ Banãdos, Teitelboim และ Zanelli  ได้ค้นพบคำตอบที่แสดงว่าเป็นหลุมดำ (black hole solution) จากสมการสนามไอน์สไตน์ ใน 3 มิติ ( 2 มิติของอวกาศ และ  1 มิติจากเวลา หรือเีรียกว่า กาลอวกาศ 2+1 ในภาษาอังกฤษคือ 2+1 spacetime) ที่รวมเอาค่าคงที่เอกภพแบบติดลบ (negative cosmological constant) ดังนั้นจึงเรียกว่าหลุมดำ BTZ (บี ที แซด) ตามชื่อของผู้ที่ค้นพบ หลุมดำ BTZ ถือว่าเป็นหลุมดำในทางทฤษฎีเท่านั้น (theoretical black hole) เพราะหลุมดำไม่สามารถมีรูปร่างอยู่ได้บนแผ่นราบ 2 มิติ (2 dimensional plane) หลุมดำ BTZ นั้นจะมีความคล้ายคลึงกัีบหลุมดำเคอร์ึคือหลุมดำทั้ง 2 แบบจะมีมวล และ โมเมนตัมเชิงมุม แต่หลุมดำเคอร์เป็นหลุมดำใน 4 มิติ (คือ 3 มิติสำหรับอวกาศและ 1 มิติสำหรับเวลา หรือเรียกว่า 3+1 spacetime ซึ่งถือว่าเป็นกาลอวกาศที่เป็นอยู่สำหรับทุกสิ่ง เพราะเราต้องมีมิติ 3 มิติและ 1 มิติสำหรับเวลาเสมอในการดำรงชีวิต) หลังจากที่  Banãdos, Teitelboim และ Zanelli  ได้ค้นพบหลุมดำชนิดนี้ นักฟิสิกส์ได้ใช้มันเป็นเครื่องมือทางทฤษฎี (theoretical tool) ทดสอบความคิด การคำนวณต่าง ๆ อย่างมากมาย อย่างเช่น การศึกษาวิชาความโน้มถ่วงควอนตัม (qunatum gravity) และทฤษฎี string เป็นต้น  ซึ่งทุกวันนี้สาขาวิชาเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวา แต่หลุมดำ BTZ ก็ได้เป็นประโยชน์แก่นักฟิสิกส์ที่ศึกษา 2 สาขานี้เป็นอย่างมาก 

ภาพหลุมดำกำลังดูดสสารต่างรอบ ๆ ตัวมัน จากจิตนาการของจิตรกร ไม่มีสิ่งใดสามารถหลุดพ้นออกจากหลุมดำได้เมื่อมันได้ข้ามเส้นขอบฟ้าเหตุการณ์ไปแล้ว 

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับหลุมดำ

           
Stephen Hawking: นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอังกฤษที่สามารถเอาชนะความเจ็บป่วย
ของร่างกายด้วยการเสนอทฤษฎีอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับหลุมดำ

Diagram แสดงการเกิดอนุภาคเสมือนรอบนอกของขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำ โดยที่มีปฏิอนุภาค (antiparticle) และตัวอนุภาค (particle) อย่างเช่น คู่ของ อิเล็กตรอนและโพสิตรอน

ในภาพแสดงถึงโครงสร้างหลุมดำโดยที่เส้นสีแดงคือ เส้นขอบฟ้าแห่งเหตุการณ์หรือเรียกสั้น ๆ ว่า horizon และสีน้ำเงินคือบริเวณที่เป็นหลุมดำที่ไม่มีอะไรสามารถเล็ดลอดออกมาได้ ส่วน Singularity คือจุดปลาย หรือจุดใจกลางของหลุมดำนั่นเอง  

บุรินทร์ กำจัดภัย นักเอกภพวิทยาชื่อดังชาวไทย จากมหาวิทยาลัยนเรศวรกระทบไหล่ กับนักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ชื่อก้องโลก Sir Roger Penrose แห่งมหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ ผู้สร้่างทฤษฎีที่เกี่ยวกับ Singularity ร่วมกับ Stephen Hawking

การศึกษาวิจัยหลุมดำทุกวันนี้ไม่ได้เพียงเพราะเราต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับหลุมดำเพียงอย่าง เดียวเท่านั้น สิ่งที่นักฟิสิกส์ได้เรียนรู้ในการศึกษาวิจัยหลุมดำ ได้เป็นประโยชนแก่สาขาอื่น ๆ ในฟิสิกส์ อย่างเช่น ความโน้มถ่วงควอนตัม เอกภพวิทยา และเป็นการทดสอบ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ด้วย 

 

ปรับปรุงล่าสุด 2004-08-06  

Free counter and web stats